ข่าวประชาสัมพันธ์

  • 22
    ต.ค. 2563
    ประเด็นเนื้อหาข่าว ผ่านสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์

    ท่านเคยประสบปัญหานี้ไหม?  มีแนวคิดจะสร้างภาพลักษณ์องค์กร หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ข้อมูลสินค้าและบริการ แต่คิดไม่ออกไม่รู้จะสื่อสารเนื้อหาอะไรบนสื่อสังคมออนไลน์  ผู้เขียนมีคำตอบค่ะ    ปัจจุบันเทคโนโลยีและการสื่อสารในประเทศไทยมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ อาทิ Facebook, Google, Line, YouTube, twitter, Instagram  และอื่น ๆ ซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อการสื่อสารอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสามารถเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายได้โดยง่าย แม้ว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์อาจมีหลายวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการสนทนา เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร โฆษณาประชาสัมพันธ์ การแชร์รูปภาพนิ่ง ภาพมัลติมีเดีย คลิปต่าง ๆ เป็นต้น แต่ในที่นี้ผู้เขียนจะหมายถึง การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการประชาสัมพันธ์ การขายสินค้าและบริการเพื่อสร้างภาพลักษณ์ในองค์กร โดยการนำเนื้อหาข้อมูลที่ต้องการประชาสัมพันธ์ หรือ โฆษณาลงในเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทต่าง ๆ ตามลักษณะของสื่อนั้น ๆ   แน่นอนว่าเราจะต้องคำนึงถึงกระบวนการสื่อสารที่ครบองค์ประกอบ คือ ผู้ส่งสาร สาร/เนื้อหาช่องทาง ผู้รับสาร รวมถึงข้อมูลข่าวสารต้องถูกต้อง ครบถ้วน ใหม่ สด ทันเวลา ในที่นี้ผู้เขียนขอเน้นการกำหนดประเด็นเนื้อหาข่าวผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์เนื่องจากเป็นสื่อยอดนิยมและมีผลต่อการรับรู้ของผู้รับสารกลุ่มเป้าหมายที่อาจพอใจหรือขัดแย้งไม่เห็นด้วยก็ได้ การสร้างเนื้อหาข่าวสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ จึงมีความจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงหลักการกำหนดประเด็นเนื้อหาข่าว ดังต่อไปนี้ 1. ความเคลื่อนไหวขององค์กร เป็นการสื่อสารเรื่องราวขององค์กรด้านต่าง ๆ เช่น ทิศทางการบริหารองค์กร การออกแบบนโยบายและกลยุทธ์ วิสัยทัศน์องค์กร 2. การบอกเล่าเรื่องราวขององค์กร เช่น ข่าวการเปิดตัวโครงการ 3. การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เช่น การให้ความคิดเห็น 4. การแสดงคุณค่าของสินค้าและบริการ เช่น ความโดดเด่นของสินค้าและบริการ 5. ความผูกพันและความมั่นใจระยะยาว 6. การให้ข้อมูลบทวิเคราะห์ คำปรึกษาและการบริการวิชการ 7. กำหนดการที่สำคัญขององค์กร เช่น การสัมมนาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 8. ความก้าวหน้าทางนวัตกรรมขององค์กร 9. การยอมรับความเชี่ยวชาญหรือความดี เช่น การได้รับรางวัล 10. กิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กร   ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการกำหนดประเด็นเนื้อหาข่าวดังกล่าวจะตอบโจทย์และเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน  แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้าค่ะ  

  • 15
    ต.ค. 2563
    ทำไมองค์กรต้องมียุทธศาสตร์

    ท่านเคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมองค์กรของเราถึงต้องมียุทธศาสตร์  แม้ว่าประเทศไทยจะกำหนดให้องค์กรต่าง ๆ ใช้คำว่า “แผนปฏิบัติการด้าน.......ระยะที่..(พ.ศ...-...)” แทนใช้คำว่ายุทธศาสตร์ นับตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ยกเว้นแต่ที่ได้มีการระบุไว้ก่อน      หากกล่าวถึงอดีตจนถึงปัจจุบันเป้าหมายที่สำคัญของรัฐบาลไทย คือ การบริการและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนด้วยความถูกต้องเป็นธรรมเพื่อให้ประชาชนพึงพอใจ  ดังนั้นการมียุทธศาสตร์องค์กร เปรียบเสมือนการมีเข็มทิศขององค์กรแสดงทิศทางที่ชัดเจนว่าองค์การของเรานั้นอยู่ที่ไหนในขณะนี้ พันธกิจของเราคืออะไร พันธกิจของเราควรจะเป็นอะไร ใครเป็นผู้รับบริการของเรา และผลของการบริการเป็นอย่างไรซึ่งหลักการวิธีคิดคือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน วิธีตัดสินใจคือการกระจายอำนาจการตัดสินใจของส่วนราชการ วิธีปฏิบัติให้แผนงานขององค์กรบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ     สำหรับผู้บริหารแล้วก่อนจะดำเนินการตามภารกิจใด ส่วนราชการต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการไว้เป็นการล่วงหน้าและกำหนดแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการตามโดยต้องมีรายละเอียดตามขั้นตอน ระยะเวลาและงบประมาณที่จะต้องใช้ในการดำเนินการของแต่ละขั้นตอนเป้าหมายของภารกิจ ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจและตัวชี้วัดของความสำเร็จของภารกิจ...” อันแสดงถึงการบริหารยุทธศาสตร์ที่โปร่งใสของผู้บริหาร มีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือ ธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยในอดีต และยุทธศาสตร์ชาติในปัจจุบัน บทสรุปการมียุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือขององค์กรทำให้องค์กรมีทิศทาง มีแนวทางปฏิบัติที่ดีตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้รับบริการโดยให้ประชาชนเป้าหมายมีส่วนร่วมคิดร่วมปฏิบัติ ร่วมแก้ไขปรับปรุงพัฒนา และร่วมติดตามประเมินผลที่ชัดเจน  ทำให้เป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูงตามแนวคิดการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ นั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าจะใช้คำว่า “ยุทธศาสตร์” หรือ คำว่า “แผนปฏิบัติการ” ทั้งสองคำมีเป้าหมายเหมือนกัน คือ การเป็นเครื่องมือนำองค์กรไปสู่อนาคต ........ ยุทธศาสตร์ในองค์กร จึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้องค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขันและไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน  

  • 17
    ก.ย. 2563
    999 บาท ก็เล่นหุ้นได้

    ว่าด้วยเรื่อง หุ้น หุ้น สำหรับคนที่เริ่มสนใจการลงทุนในหุ้นแต่ไม่อยากลงทุนเยอะ ลองเริ่มต้นจากเงินไม่ถึงหนึ่งพันบาท กันปัจจุบันด้วยจำนวนโบรกเกอร์ที่มากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันของโบรกเกอร์สูง ทำให้บางโบรกเกอร์ใช้ Statement เป็นเพียงหลักฐานประกอบเท่านั้น และไม่ได้กำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำ หรือบางโบรกเกอร์ ใช้แค่หลักฐานหน้าสมุดบัญชีธนาคาร (Bookbank) ก็เพียงพอแล้วที่จะสามารถ ทำให้การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใช้เงินและสะดวกมากขึ้นกว่าสมัยก่อน โดยการเริ่มต้นมีขั้นตอนและหลักการ ดังนี้   ขั้นตอนการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น 1. สมัครเปิดบัญชีออนไลน์ในเว็บของโบรกเกอร์ที่สนใ0 2. ส่งหลักฐานการเงินต่าง ๆ ให้ทางโบรกเกอร์ตรวจสอบ 3. เมื่อตรวจสอบสำเร็จจะได้รหัสผ่านสำหรับเข้าไปซื้อขายหุ้นในเว็บหรือแอปพลิเคชันของทางโบรกเกอร์   เมื่อได้บัญชีซื้อขายหุ้นแล้ว หลังจากที่ทางโบรกเกอร์ตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ สำเร็จแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญนั่นคือ “การซื้อหุ้นตัวแรก” นั่นเอง มีคำแนะนำสำหรับหุ้นตัวแรกที่ควรจะซื้อเข้าพอร์ต ดังนี้   1. ควรซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า 10 บาท เนื่องจากการซื้อขายหุ้น ทางตลาดหลักทรัพย์จะบังคับให้ซื้อทีละ 100 หุ้น ดังนั้นถ้าเราซื้อหุ้น ABC (ชื่อสมมติ) ราคา 5 บาท เราต้องซื้อจำนวน 100 หุ้น เราก็จะเสียเงินทั้งหมด 500 บาท ซึ่งการซื้อหุ้นครั้งแรกมักจะขาดทุนอยู่แล้วเพราะเราไม่มีความรู้ แต่เราจะเข้าใจการทำงานของตลาดหุ้นมากขึ้น   2. การหาหุ้นตัวแรก ในการหาหุ้นตัวแรกที่จะซื้อนั้น อยากให้ลองหาจากรายชื่อใน SET50 (หุ้น 50 ตัวแรกที่มีมูลค่าเยอะที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย) เพื่อนั่งดูว่าธุรกิจหรือกิจการของหุ้นตัวนั้นทำอะไร เราเคยใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเขาแล้วเราอยากจะเป็นเจ้าของหรือไม่ กิจการมีแนวโน้มจะเติบโตในอนาคตได้หรือไม่ รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่   3. ควรซื้อหุ้นที่เรารู้จัก นอกจากเรื่องราคาแล้วเราก็ควรซื้อหุ้นที่เรารู้จัก แม้จะดูงบการเงินของหุ้นตัวนั้นไม่เป็นเลยก็ตาม หุ้น คือ กิจการธุรกิจอย่างหนึ่งไม่ใช่ตัวเลขวิ่งไปวิ่งมาเฉย ๆ ให้เราคิดว่าเรากำลังจะซื้อกิจการนั้น ๆ เราอยากซื้อกิจการที่ได้กำไรทุกปีหรืออยากได้กิจการที่ขาดทุนทุกปี (ในตลาดหุ้นมีแบบนี้เยอะ) วิธีที่ง่ายที่สุดคือไปหาว่าเราสนใจธุรกิจใด แล้วธุรกิจนั้นมีในตลาดหุ้นหรือไม่ นอกจากนั้นก็ดูว่าลูกค้าเยอะหรือไม่ ไปลองใช้บริการดูว่าพนักงานบริการดีไหม คิดเหมือนว่าเราจะซื้อกิจการนั้นเลย   4. หุ้นในพอร์ต สำหรับมือใหม่แนะนำว่าควรถือหุ้นแค่ประมาณ 3 – 5 ตัวในพอร์ต เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามข่าวสาร ถ้ามีเยอะเกินไปจะดูแลไม่ทั่วถึง และถ้ามีหุ้นน้อยเกินไปก็จะเหมือนใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว ซึ่งอาจจะมีความเสี่ยงสูงเกินไปจึงควรกระจายการลงทุนออกมา เราก็จะได้เห็นว่าราคามันขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกวัน ซึ่งเราอาจจะตื่นเต้นทุกครั้งที่หุ้นในพอร์ตกำไร หรือปวดใจทุกรอบที่เห็นราคาที่เคยซื้อต่ำลง แต่นี่แหละคือธรรมชาติของหุ้น ในระยะสั้นราคาอาจจะมีขึ้นมีลง ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ในระยะยาวถ้าคุณซื้อบริษัทที่ดี ราคาของหุ้นจะเพิ่มขึ้นเองตามผลประกอบการ การที่หุ้นตัวแรกของเราจะกำไรหรือขาดทุนไม่ได้บ่งบอกว่าเราเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว แต่หุ้นตัวแรกนี้คือ “ค่าเล่าเรียน” เพื่อดูว่าเราจะอยู่กับตลาดหุ้นได้หรือไม่ แต่หุ้นตัวต่อไปต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ในการเลือกมากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร ไม่ควรมาเลือกมั่ว ๆ แบบหุ้นตัวแรก ๆ   สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อในวันนี้ก็เพียงต้องการจะบอกว่าแค่มีแบงค์พันใบเดียวก็เล่นหุ้นได้แล้ว ซึ่งผมไม่ได้พูดขึ้นลอยแต่เกิดจากการศึกษาและหาความรู้ ใช่แล้วครับ! หนึ่งในแหล่งความรู้ของผมก็คือ SET นั่นเอง ถ้าคุณอยากศึกษาหาอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหุ้นก็กดลิ้งก์ด้านล่างเลยครับ ขอให้โชคดีในการเล่นหุ้นนะครับ     ที่มา https://stockradars.news , https://www.set.or.th 

  • 10
    ก.ย. 2563
    Six Sigma ปรับปรุงธุรกิจอย่างสร้างสรรค์ ปั้นกำไรอย่างยั่งยืน

      ปัจจุบัน Six Sigma ได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ในการปรับปรุงกระบวนการทั้งในภาคการผลิตและงานบริการ วันนี้ผู้เขียนได้นำ D-M-A-I-C (Define, Measure, Analyze, Improvement, Control) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการทำงานของ Six Sigma มาแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ลองใช้ดู ซึ่งผู้เขียนเคยนำมาใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลด Lead Time ของกระบวนการผลิต ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้สูงขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนคนงานและจำนวนเครื่องจักร เมื่อสมัยทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม     D-M-A-I-C เป็นขั้นตอนของการเรียบเรียงกระบวนการทางความคิด และเป็นแนวทางที่องค์กรส่วนใหญ่สามารถนำไปใช้ในการระบุสาเหตุ ในการลดความสูญเสียจากการดำเนินงาน หรือ อาจเรียกว่า Problem Resolution  โดย D-M-A-I-C จะมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาหลังจากปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว เพื่อจะปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้มีคุณภาพตามกำหนด และเพื่อให้ทุกคนจดจำได้ง่ายขึ้น ลองจำเป็น D-MAI-C (ดี-ไหม-ครับ หรือ ดี-ไหม-คะ) แล้วแต่ที่สะดวกได้เลยค่ะ ผู้เขียนขออธิบายถึงรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนให้เพื่อน ๆ ได้มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้นนะคะ ไปเรียนรู้กันทีละตัวเลยค่ะ     Define คือ ขั้นตอนของการนิยามหรือกำหนดปัญหาให้เข้าใจตรงกัน เลือกโครงการที่จะทำการปรับปรุงหรือออกแบบ เช่น เลือกกระบวนการผลิตที่เป็นกระบวนการคอขวด (Bottleneck Process) หรือ กระบวนการผลิตที่เกิดของเสียสูงที่สุด เพื่อให้โครงการที่เลือกทำนั้นเป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ทำแล้วคุ้มค่า ตรงประเด็นไม่เสียเวลา Measure คือ การนำปัญหาที่เรากำหนดแล้ว มาทำให้เป็นตัวเลข หรือสร้างเกณฑ์ชี้วัดสภาพปัญหา เช่น การวัดความสามารถของกระบวนการผลิต การวัดของเสีย การวัดประสิทธิผล ฯลฯ Analyze คือ การวิเคราะห์ข้อมูลที่ทำการวัดมาแล้ว เพื่อพิสูจน์หาตัวแปรที่สำคัญที่สุดในกระบวนการ (Key process variable) ที่เป็นต้นตอสาเหตุของปัญหาที่นิยามไว้ เช่น การผลิตสินค้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของลูกค้าในขั้นตอนนนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะถ้ากำหนดตัวแปรที่สำคัญผิดก็ไม่สามารถปรับปรุงกระบวนการให้ดีขึ้นได้ Improve คือ การปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น หลังจากที่เราสามารถหาตัวแปรที่มีผล หรือนัยสำคัญในกระบวนการทำงานได้แล้ว เราก็ลงมือปรับปรุงกันได้เลย Control คือ การควบคุมกระบวนการทำงานให้อยู่ภายใต้การทำงานอย่างมีมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ โดยเราสามารถควบคุมการกระบวนการทำงานอย่างมีมาตรฐาน ด้วยการออกเอกสารมาตรฐาน (Standard Document) หรือ Statistical process control (SPC) ในการควบคุมคุณภาพกระบวนการผลิต   Six Sigma เป็นหนึ่งในหลายร้อยวิธีที่อาจจะคลิกกับปัญหาที่ธุรกิจของท่านกำลังประสบอยู่จนสามารถคลายปมที่ยุ่งเหยิงพลิกวิกฤติกลับไปสู่กำไรที่เพิ่มขึ้นพอกพูนได้ อ่านมาถึงบรรทัดนี้คงรู้แล้วใช่ไหมคะว่าวิธีการนี้ไม่ยากอย่างที่คิด ลองนำไปปรับใช้กันดูแล้วจะรู้ว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอถ้าเราใช้กุญแจถูกดอกค่ะ   แหล่งที่มา 1. https://www.dropbox.com/th_TH/business/resources/dmaic 2. https://www.solutioncenterminitab.com/blog/lean-six-sigma-terms-dmaic-dmadv-dfss-2/ บทความนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น

  • 31
    ส.ค. 2563
    PMQA อิหยังวะ!

    PMQA ย่อมาจาก Public sector Management Quality Award หรือแปลเป็นภาษาไทยว่ารางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งเป็นกรอบการประเมินองค์การด้วยตนเอง เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการโดยมุ่งเน้นในการปรับปรุงองค์การอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง ใครเคยสงสัยบ้างครับ ว่าอะไรคือ การบริหารจัดการที่ดี หรือ ระบบราชการที่ดี ความคิดของทุกคนคงผุดขึ้นมาจนล้นสมอง ถ้าให้ยกมือก็คงมือพันกันระวิงเลยใช่ไหมครับ งั้นมาลองไล่ความสำคัญไปพร้อม ๆ กันดีกว่า เริ่มจากการมองสภาพแวดล้อม ในปัจจุบันที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับปรุงหรือปฏิรูป จากแนวคิดของการพัฒนาหน่วยงานภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 เพื่อให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นการพัฒนาสู่ระบบราชการ 4.0 จึงมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ภาครัฐสามารถเป็นที่พึ่ง เชื่อถือและไว้วางใจ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน   สำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดกลไกการขับเคลื่อนการนำเครื่องมือประเมินสถานการณ์เป็นระบบราชการ 4.0 (PMQA 4.0) มาใช้ในการยกระดับการบริหารจัดการองค์การไปสู่ระบบราชการ 4.0 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถนำเครื่องมือไปวิเคราะห์องค์การด้วยตนเองเพื่อหาโอกาสในการปรับปรุงองค์การ และนำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนพัฒนาองค์การ นำไปสู่การยกระดับองค์การให้เป็นระบบราชการ 4.0 โดยมุ่งเน้นให้ปรับปรุงองค์การอย่างรอบด้านและอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้ง 7 หมวด ซึ่งถ้าเจาะลึก ๆ ระดับการพัฒนาก็มี 3 ระดับ ได้แก่ Basic Advance และ Significance ลองนึกภาพเล่น ๆ ก็จะเปรียบเหมือนคนที่ชอบเล่นเกม ขั้นแรกก็เปรียบเหมือนคนที่เล่นเกมเป็น ขั้นต่อไปก็ยกระดับหน่อยเปรียบเหมือนคนเล่นเกมที่ติดลำดับ ขั้นสุดก็อยู่ในเลเวลที่เล่นเกมจนได้รางวัล ก็จะประมาณนั้นครับ เวลาเราขายของยังหวังผลกำไร นับประสาอะไรกับการทำงานเราก็ต้องมีเรือธงใช่ไหมครับ ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนาสู่ระบบราชการ 4.0 ก็จะดำเนินการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน (Better Governance, Happier Citizens) สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีหน้าที่ต้องขลุกหรือคลุกวงในกับการประเมินองค์การ หรือ PMQA ทุกวัน ผมว่าแค่รู้ไว้ว่าหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน มีอะไรบ้าง แล้วมันดีอย่างไร? ก็เท่มากแล้วครับสำหรับคนในเครื่องแบบสีกากี เริ่มเลยนะครับ Go Go Go 1. ระบบราชการที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงถึงกัน (Open & Connected Government) เป็นการทำงานที่เปิดเผยโปร่งใสในการทำงาน โดยบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือมีการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกันและสามารถเข้ามาตรวจสอบการทำงานได้ ตลอดจนเปิดกว้างให้กลไกหรือภาคส่วนอื่น ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม และโอนถ่ายภารกิจที่ภาครัฐไม่ควรดำเนินการเองออกไปให้แก่ภาคส่วนอื่น ๆ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการแทน โดยการจัดระเบียบความสัมพันธ์ในเชิงโครงสร้างให้สอดรับกับการทำงานในแนวระนาบ ในลักษณะของเครือข่าย มากกว่าตามสายการบังคับบัญชาในแนวดิ่ง ขณะเดียวกันก็ยังต้องเชื่อมโยงการทำงานภายในภาครัฐด้วยกันเองให้มีเอกภาพและสอดรับประสานกันไม่ว่าจะเป็นการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น 2. ระบบราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric Government) ต้องทำงานในเชิงรุก และมองไปข้างหน้า โดยตั้งคำถามกับตนเองเสมอว่าประชาชนจะได้อะไร มุ่งเน้นแก้ไข ปัญหาความต้องการและตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยไม่ต้องรอให้ประชาชนเข้ามาติดต่อขอรับบริการหรือร้องขอความช่วยเหลือจากทางราชการ (Proactive Public Services) รวมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อมูลของทางราชการ (Big Government Data) และระบบดิจิทัลสมัยใหม่ในการจัดบริการสาธารณะที่ตรงกับความต้องการของประชาชน (Personalized หรือ Tailored Services) พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกโดยมีการเชื่อมโยงกันเองของหน่วยงานราชการเพื่อให้บริการต่าง ๆ สามารถเสร็จสิ้นในจุดเดียว ประชาชนสามารถใช้บริการของทางราชการได้ตลอดเวลาตามความต้องการ และสามารถติดต่อได้หลายช่องทางผสมผสานกัน ทั้งการติดต่อด้วยตนเอง ติดต่อผ่านอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือแอปพลิเคชันทางโทรศัพท์มือถือ 3. หน่วยงานของรัฐมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย (Smart & High Performance Government) คือกระบวนการทำงานที่ต้องทำงานอย่างเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงสร้างนวัตกรรมหรือความคิดริเริ่มและประยุกต์องค์ความรู้ในแบบสหสาขาวิชาเข้ามาใช้ในการตอบโต้กับโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เพื่อสร้างคุณค่า มีความยืดหยุ่นและความสามารถในการตอบสนองกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันเวลา ตลอดจนเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูงและปรับตัวเข้าสู่สภาพความเป็นสำนักงานสมัยใหม่ รวมทั้งทำให้ข้าราชการมีความผูกพันต่อการปฏิบัติราชการและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมกับบทบาทของตน (ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแล ในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติ) ใช่แล้วครับ การจะพัฒนาไปสู่ระบบราชการ 4.0 จะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคม ในการทำงานร่วมกัน มองเป้าหมายร่วมกัน มิใช่เฉพาะภาครัฐเพียงส่วนเดียว รวมถึงการคิดค้นและแสวงหาวิธีการหรือแนวทาง (Solutions) ใหม่ ๆ หรือการสร้างนวัตกรรมนั่นเองครับที่จะมีช่วยให้สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศหรือตอบสนองปัญหาความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี และที่ขาดไม่ได้ก็คือการปรับตัวเข้าสู่การเป็นดิจิทัลของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องได้รับการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด (Mindset) ให้ตนเองมีความเป็นผู้ประกอบการสาธารณะ (Public Entrepreneurship) เพิ่มทักษะให้มีสมรรถนะที่จำเป็นและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน อันจะช่วยทำให้สามารถแสดงบทบาทของการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Leader) เพื่อสร้างคุณค่า (Public Value) และประโยชน์สุขให้แก่ประชาชน ดังนั้นนะครับ หากผู้อ่านเป็นผู้สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล หรือเป็นผู้กำกับดูแล หรือจะเป็นผู้ปฏิบัติโดยตรงเลยก็ดี ก็อย่าลืมยึดหลักปัจจัยสำคัญที่เป็นเหมือนกุญแจสำคัญเหล่านี้ที่จะทำให้หน่วยงานของท่านบรรลุเป้าหมาย และมีผลการประเมินในระดับที่คาดหวังไว้ได้อย่างง่ายดายครับ พอหอมปากหอมคอ ถ้าใครยังเอ๊ะอ๊ะ สงสัยในบางประเด็นผมแนบลิ้งก์เล่ม PMQA 4.0 ไว้ด้านล่างนะครับ ผมพร้อม คุณพร้อม ประเทศไทยพร้อม ระบบราชการ 4.0 ก็ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราวาดฝันอีกต่อไปครับ ที่มา คู่มือการประเมินสถานะของหน่วยงานภาครัฐในการเป็นระบบราชการ 4.0 : https://www.opdc.go.th/content/Mjc3Mg ความหมายเกี่ยวกับ PMQA : http://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/pmqa.pdf

  • 04
    ส.ค. 2563
    ณ จุด ๆ นี้ (ไทย-โลก) อาการเป็นยังไงบ้าง?

      ธุรกิจพัง ลงกำลังก็สูญเปล่า เงินก็ต้องเอาไปใช้หนี้ กี่ปีถึงได้กำไร?...การทำธุรกิจในยุคนี้ดูน่ากลัวและหมดหวัง แต่ลองมองกลับกันถ้าเราปรับตัวเป็นและมองให้เห็นโอกาส การทำธุรกิจในยุคสมัยไหนหรือในภาวะวิกฤติอะไรก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้  ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะแนวคิดหรือหลักการอะไรที่เขาถ่ายทอดกันมาว่าดี หรือข้อมูลอะไรที่บอกต่อ ๆ กันมาว่ามันสำคัญ อย่ามองข้ามเป็นอันขาดเพราะจุดเล็ก ๆ อาจจะเป็นเคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจที่คุณกำลังมองหาอยู่ก็ได้ จากข้อมูลประกอบการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีการวิเคราะห์สถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง! และข้อไหนประเด็นอะไรที่กระทบเราแบบจัง ๆ หรือกระทบแบบอ้อมโลกบ้าง? สถานการณ์ภายในประเทศ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ยังคงมีแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวอยู่ รัฐบาลได้ออกนโยบายในการพัฒนาประเทศในหลากหลายด้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนในด้านความเป็นอยู่เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม อีกทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของไทยอาจส่งผลด้านโครงสร้างแรงงานที่ช่วงวัยเด็กและวัยทำงานมีจำนวนลดน้อยลง ทำให้กระทบต่อความสามารถด้านการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็อย่ามองข้ามเพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองในการซื้อและมีกำลังซื้อสูง เนื่องจากมีเงินเก็บจากการทำงานหนักมาทั้งชีวิต จึงมีศักยภาพสูงในการบริโภค จึงสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มสินค้าและบริการด้านสุขภาพที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต ข้ามมาประเด็นข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความเป็นอยู่ของประชาชน การจัดหาวัตถุดิบหรือ Supplier ธุรกิจควรต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพราะฉะนั้นการดำเนินธุรกิจในตอนนี้จึงควรศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในสาขาสินค้าหรือบริการที่เราสนใจจะลงทุนเปิดธุรกิจรอบด้านเสียก่อน สถานการณ์ภายนอกประเทศ ด้านเศรษฐกิจอย่าง Trade war หรือสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศเทศรวมถึงประเทศไทยเราด้วย การย้ายเสรีของคน เงินทุน ข่าวสาร เทคโนโลยี และฐานการผลิตมาเอเชีย การรวมกลุ่มของเศรษฐกิจในภูมิภาค ส่วนด้านเทคโนโลยีก็กำลังเติบโตและสร้างความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตของผู้คนทั่วโลก การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่งผลโดยตรงกับปัญหาแรงงานทั้งภาคการผลิต การค้าและบริการ  ส่วนด้านหลักการบริหารจัดการที่ดี ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนก็เป็นอีกเรื่องที่สังคมโลกให้ความสนใจในระดับที่เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงเรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของประชากรโลกที่อาจเกิดปัญหาการแย่งชิงแรงงานและเงินทุนตามมาก็เป็นเรื่องที่กำลังหาทางป้องกันกันอยู่ และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญอย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจนก่อให้เกิดภัยทางธรรมชาติที่อาจกระทบถึงความมั่นคงด้านอาหารของโลกและการดำเนินชีวิตประจำวัน     วิกฤตการณ์โควิด-19 ได้ทิ้งบาดแผลให้ผู้ประกอบการไม่น้อย ซึ่งการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศก็จะทำให้เรามองเห็นภาพปัจจุบันในมุมกว้างได้ดียิ่งขึ้น ทั้งปัญหาและเทรนด์ที่สังคมไทยและสังคมโลกให้ความสำคัญ อะไรที่ควรให้ความสนใจ ใส่ใจเป็นพิเศษ ก็หยิบเรื่องนั้นมาพลิกแพลงกับสินค้าและบริการของเรา หรืออะไรที่เราควรตัดใจก็พับโครงการซะก่อนที่จะเกิดผลเสียบานปลาย สิ่งเหล่านี้อาจเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้คุณสามารถพยากรณ์ปัญหาและคิดวางแผนธุรกิจให้รัดกุมเพื่อปิดอุปสรรคที่อาจจะขัดขวางความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในอนาคตได้  ...อย่าเพิ่งท้อนะคะ ถ้ามีปัญหาธุรกิจคิดอะไรไม่ออก ก็อยากให้นึกถึง DIProm (ดีพร้อม) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่จะคอยก้าวไปเป็นเพื่อนผู้ประกอบการเสมอ ไม่ทอดทิ้งแม้ยามลำบาก ...สู้ ๆ ค่ะ Fighting!     ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)          

คลังความรู้

เว็บไซต์ภายใต้กรม ฯ