โทรศัพท์ 1358
Advanced Search

Category
กง. ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลบุกถึงถิ่นกล้วยตาก จ.พิษณุโลก
กง. ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลบุกถึงถิ่นกล้วยตาก จ.พิษณุโลก
เมื่อวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2563 กง.กสอ. ลงพื้นที่เพื่อติดตามและประเมินผลการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรบ้านตะโม่สร้างสรรค์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ผู้ผลิตกล้วยตาก ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและยกระดับผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ของ กสอ. โดยได้รับการส่งเสริมจาก ศภ. 2 กสอ. ในด้านการพัฒนาต้นแบบบรรจุภัณฑ์ จำนวน 8,000 ชิ้น สำหรับกล้วยโรล (กล้วยอบม้วนสอดไส้เม็ดมะม่วงหิมพานต์เและช็อกโกแลต) และกล้วยตากเคลือบช็อกโกแลต โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีการใช้ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ไปแล้ว 4,000 ชิ้น โดยในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ได้มีการปรับตัวในการขายตลาดออนไลน์มากขึ้น ทำให้มียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้น สำหรับความท้าทายของกลุ่ม คือ การขาดแคลนกล้วยในหน้าแล้ง ซึ่งในอนาคต นอกจากกลุ่มจะมีแนวคิดในการเก็บรักษากล้วยในห้องเย็นช่วงวัตถุดิบล้นตลาด เพื่อป้องกันปัญหากล้วยขาดแคลนช่วงหน้าแล้งแล้ว กลุ่มยังต้องการให้ส่งเสริมด้านการพัฒนากระบวนการชุบช็อกโกแลตและการเพิ่มผลิตภาพกระบวนการบรรจุ โดยกลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมของ กสอ. อย่างต่อเนื่อง มีความพึงพอใจต่อกิจกรรม กสอ. อย่างมาก และชื่นชมเจ้าหน้าที่ ศภ. 2 กสอ. ที่สนับสนุนกลุ่มมาโดยตลอดอีกด้วย
27 ส.ค 2020
4 ครั้ง 4 หัวข้อสัมมนา "ติดปีก SMEsไทย ไปสู่ตลาดโลก"
4 ครั้ง 4 หัวข้อสัมมนา "ติดปีก SMEsไทย ไปสู่ตลาดโลก"
กลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน ได้ดำเนินการจัดสัมมนาออนไลน์ หัวข้อ "ติดปีก SMEsไทย ไปสู่ตลาดโลก" โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าในตลาดต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่สนใจนำองค์ความรู้ไปใช้ในการประกอบธุรกิจ สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ ได้เชิญผู้ประกอบการที่มีองค์ความรู้และประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ จำนวน 4 ท่าน คือ1.คุณรักต์กันท์ กฤติพงศ์โรจน์ เจ้าของแบรนด์สินค้า น้ำพริกคุณนันท์ ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์พัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานในระดับสากล ทำให้สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไปสู่ลูกค้าในต่างประเทศได้2. คุณณชา จึงกานต์กุล เจ้าของแบรนด์สินค้า ผลไม้อบแห้ง KUNNA แชร์ประสบการ์การเพิ่มมูลค้าผลผลิตทางการเกษตรโดยการแปรรูปผลไม้ และเน้นการผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ3. ดร.ธนธรรศ สนธีระ เจ้าของแบรนด์สินค้า Snowgirl แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำธุรกิจเครื่อสำอางค์ จากกลุ่มแม่บ้านพัฒนาสู่เครื่องสำอางค์ที่มีมาตรฐานสามารถวางจำหน่ายได้ทั่วประเทศ รวมทั้งส่งออกในระดับสากล4. คุณธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ เจ้าของแบรนด์สินค้า QUALY แชร์ประสบการณ์การนำความรู้ในการออกแบบมาใช้ในโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติก เพื่อสร้างมูลค่า และได้รับการยอมรับในตลาดระดับสากล ซึ่งการจัดสัมมนาผ่านระบบเฟซบุํคไลฟ์ทั้ง 4 ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าว รวมถึงบุคคลทั่วไป ที่เข้ามารับชมการสัมมนาออนไลน์ถึงประสบการณ์ในการทำธุรกิจ และการตลาดระหว่่างประเทศ นอกจากนั้นยังได้ข้อคิดการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 อีกด้วย
19 ส.ค 2020
2nd web café trial เจรจาธุรกิจไทย – ญี่ปุ่น ด้วยระบบ VDO conference
2nd web café trial เจรจาธุรกิจไทย – ญี่ปุ่น ด้วยระบบ VDO conference
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2563 Mr. Makoto Ihara ผู้แทนจากหน่วยงานเพื่อวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคแห่งญี่ปุ่น หรือ SMRJ ประจำกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้จัดกิจกรรมการเจรจาธุรกิจในระบบการประชุมทางไกล ครั้งที่ 2 (2nd web café trial) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการญี่ปุ่น ณ ห้องประชุมกองยุทธศาสตร์และแผนงาน ชั้น 4 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วย 1 บริษัทไทย ได้แก่ Gen Serv Co.,Ltd. และ 2 บริษัทญี่ปุ่น ได้แก่ 1.) Dairoku Seiko Kanagata Co.,Ltd. 2.) D Art Co.,Ltd.
14 ส.ค 2020
ณ จุด ๆ นี้  (ไทย-โลก) อาการเป็นยังไงบ้าง?
ณ จุด ๆ นี้ (ไทย-โลก) อาการเป็นยังไงบ้าง?
ธุรกิจพัง ลงกำลังก็สูญเปล่า เงินก็ต้องเอาไปใช้หนี้ กี่ปีถึงได้กำไร?...การทำธุรกิจในยุคนี้ดูน่ากลัวและหมดหวัง แต่ลองมองกลับกันถ้าเราปรับตัวเป็นและมองให้เห็นโอกาส การทำธุรกิจในยุคสมัยไหนหรือในภาวะวิกฤติอะไรก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะแนวคิดหรือหลักการอะไรที่เขาถ่ายทอดกันมาว่าดี หรือข้อมูลอะไรที่บอกต่อ ๆ กันมาว่ามันสำคัญ อย่ามองข้ามเป็นอันขาดเพราะจุดเล็ก ๆ อาจจะเป็นเคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจที่คุณกำลังมองหาอยู่ก็ได้ จากข้อมูลประกอบการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีการวิเคราะห์สถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง! และข้อไหนประเด็นอะไรที่กระทบเราแบบจัง ๆ หรือกระทบแบบอ้อมโลกบ้าง? สถานการณ์ภายในประเทศ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ยังคงมีแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวอยู่ รัฐบาลได้ออกนโยบายในการพัฒนาประเทศในหลากหลายด้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนในด้านความเป็นอยู่เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม อีกทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของไทยอาจส่งผลด้านโครงสร้างแรงงานที่ช่วงวัยเด็กและวัยทำงานมีจำนวนลดน้อยลง ทำให้กระทบต่อความสามารถด้านการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็อย่ามองข้ามเพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองในการซื้อและมีกำลังซื้อสูง เนื่องจากมีเงินเก็บจากการทำงานหนักมาทั้งชีวิต จึงมีศักยภาพสูงในการบริโภค จึงสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มสินค้าและบริการด้านสุขภาพที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต ข้ามมาประเด็นข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความเป็นอยู่ของประชาชน การจัดหาวัตถุดิบหรือ Supplier ธุรกิจควรต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพราะฉะนั้นการดำเนินธุรกิจในตอนนี้จึงควรศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในสาขาสินค้าหรือบริการที่เราสนใจจะลงทุนเปิดธุรกิจรอบด้านเสียก่อน สถานการณ์ภายนอกประเทศ ด้านเศรษฐกิจอย่าง Trade war หรือสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนได้ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศเทศรวมถึงประเทศไทยเราด้วย การย้ายเสรีของคน เงินทุน ข่าวสาร เทคโนโลยี และฐานการผลิตมาเอเชีย การรวมกลุ่มของเศรษฐกิจในภูมิภาค ส่วนด้านเทคโนโลยีก็กำลังเติบโตและสร้างความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตของผู้คนทั่วโลก การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่งผลโดยตรงกับปัญหาแรงงานทั้งภาคการผลิต การค้าและบริการ ส่วนด้านหลักการบริหารจัดการที่ดี ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนก็เป็นอีกเรื่องที่สังคมโลกให้ความสนใจในระดับที่เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงเรื่องการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของประชากรโลกที่อาจเกิดปัญหาการแย่งชิงแรงงานและเงินทุนตามมาก็เป็นเรื่องที่กำลังหาทางป้องกันกันอยู่ และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญอย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานทดแทน เพื่อลดภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจนก่อให้เกิดภัยทางธรรมชาติที่อาจกระทบถึงความมั่นคงด้านอาหารของโลกและการดำเนินชีวิตประจำวัน วิกฤตการณ์โควิด-19 ได้ทิ้งบาดแผลให้ผู้ประกอบการไม่น้อย ซึ่งการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศก็จะทำให้เรามองเห็นภาพปัจจุบันในมุมกว้างได้ดียิ่งขึ้น ทั้งปัญหาและเทรนด์ที่สังคมไทยและสังคมโลกให้ความสำคัญ อะไรที่ควรให้ความสนใจ ใส่ใจเป็นพิเศษ ก็หยิบเรื่องนั้นมาพลิกแพลงกับสินค้าและบริการของเรา หรืออะไรที่เราควรตัดใจก็พับโครงการซะก่อนที่จะเกิดผลเสียบานปลาย สิ่งเหล่านี้อาจเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้คุณสามารถพยากรณ์ปัญหาและคิดวางแผนธุรกิจให้รัดกุมเพื่อปิดอุปสรรคที่อาจจะขัดขวางความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในอนาคตได้ ...อย่าเพิ่งท้อนะคะ ถ้ามีปัญหาธุรกิจคิดอะไรไม่ออก ก็อยากให้นึกถึง DIProm (ดีพร้อม) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่จะคอยก้าวไปเป็นเพื่อนผู้ประกอบการเสมอ ไม่ทอดทิ้งแม้ยามลำบาก ...สู้ ๆ ค่ะ Fighting! ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
04 ส.ค 2020
ใคร FIT กว่ากัน?
ใคร FIT กว่ากัน?
ถ้าพูดเรื่องความ Fit ทุกคนคงนึกถึงความฟิตแอนด์เฟิร์มของร่างกายเป็นอันดับแรก แต่ถ้าในมุมมองนักกลยุทธ์หรือนักธุรกิจก็จะแปลความหมายว่า “สอดคล้อง” ซึ่งความสอดคล้องก็มีเยอะแยะแต่วันนี้ขอพูดถึงการบริหารจัดการองค์กรว่ามีความสอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับองค์กรที่คุณเจ้าของบริษัทเลือกหรือเปล่า คล้ายกับการตัวสุขภาพตัวเองว่า Fit หรือเปล่า แต่เปลี่ยนมาเป็นตรวจสุขภาพองค์กรว่ายัง Fit กับองค์กรหรือเปล่า เป็นการสอดส่องตัวเองให้สอดคล้องกลยุทธ์ เอาสั้น ๆ ง่าย ๆ กระชับ ๆ เลยนะคะ กลยุทธ์ระดับองค์กรที่ว่าก็คือ บริษัทเราจะเป็นผู้นำด้านไหน ระหว่าง Differentation กับ Cost Leadership โดยขั้นตอนการตรวจดูว่าเรา Fit หรือไม่ Fit กับพี่ยุทธ์นั้นก็แสนจะง่ายดายเพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้นค่ะ 1. สภาพแวดล้อมภายในองค์กร มี VMG : Vision Mission Goal) เป็นยังไง 2. สภาพแวดล้อมทั่วไปภายนอกองค์กร (PESTI : Political, Economical, Socio-cultural, Technological, International) และสภาพแวดล้อมการแข่งขัน (FiveForce : Current Competitors, New entrant, Suppliers, Substitute, Buyers) ตอนนี้เขาไปถึงไหนกันแล้ว 3. วินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ Component ขององค์กร 1) กลยุทธ์ขององค์กรเป็นอย่างไร เป็นผู้นำด้านต้นทุน ลูกค้ามีความต้องการที่คล้าย ๆ กัน หรือผู้นำด้านความแตกต่าง ลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลาย 2) โครงสร้างองค์กรเป็นอย่างไร มีความยืดหยุ่น กระจายอำนาจ (Organic) หรือ ตามสายบังคับบัญชา (Mechanistic) 3) ระบบการวัดการประเมินขององค์กรเป็นอย่างไรตามแนวคิด BSC องค์กรนี้มีตัวชี้วัดด้านใดบ้าง 4) การจัดการทรัพยากรมนุษย์เป็นอย่างไร เกี่ยวกับการรับสมัคร การคัดเลือก การประเมินผล การให้รางวัล การพัฒนา 5) ประเภทหรือลักษณะเทคโนโลยีขององค์กรเป็นอย่างไร (Small batch, Large batch, Continuous) 6) วัฒนธรรมขององค์กรเป็นอย่างไร (Group culture, Developmental culture, Market culture, Bureaucratic culture) เราวินิจฉัยองค์กรเราก็เพื่อที่จะได้รู้ว่าจะต้อง Change อะไรบ้าง โดยดูว่ากลยุทธ์ระดับองค์กรที่เราเลือกสอดคล้องกับ Component แต่ละข้อหรือไม่เพราะอะไร ซึ่งพอเช็คครบทั้ง 6 องค์ประกอบแล้วทีนี้แหละจ้าพี่จ๋า จะรู้เลยว่าสิ่งที่เราฝัน กลยุทธ์ที่เราเลือก มันสัมพันธ์ไปทิศทางเดียวกันกับการดำเนินงานที่กำลังทำอยู่หรือเปล่า และจะรู้ได้ทันทีว่าที่เราไม่ Success มันเป็นเพราะประเด็นไหน หรือเราพลาดตกหล่นหลงลืมเรื่องอะไรไป อย่าลืมว่าเวลาเปลี่ยนคนยังเปลี่ยน เมื่อปัจจัยภายนอกเปลี่ยนไป ตัวเรา (ภายในองค์กร) ก็ต้องเปลี่ยน (เมื่อนั้น) เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนปัจจัยภายนอกได้ เราเปลี่ยนได้แค่ตัวเราเอง และอีกอย่างที่อยากฝากถึงผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจอนาคตอภิมหึมามหาเศรษฐีทุกคนก็คือ No best practice นะคะ ต้อง Best fit ค่ะ สิ่งที่องค์กรอื่นทำแล้วดี แต่พอมาเป็นองค์กรเรา สิ่งที่ Fit ดีที่สุดอาจจะเป็นอีกอย่างก็ได้ ลองทำกันดูกันนะคะ มันไม่ยากอย่างที่คิดเลย เพราะทุกข้อล้วนแต่เป็นสิ่งที่ธุรกิจทำอยู่แล้ว แค่จับมาแหมะแปะใส่มองเทียบตามตารางข้างบน แต่ที่สำคัญต้องวินิจฉัยตามความเป็นจริงไม่เข้าข้างองค์กรตัวเองเด็ดขาด หัวเรือที่หันไปผิดทางจะได้เบนทิศหันกลับตั้งหลักได้ถูกทาง ไม่ต้องเสียเวลาไปหลงเจอมรสุมใหญ่อยู่ในมหาสมุทร คราวนี้ก็มาวัดกันที่ธุรกิจไหน Fit กว่า ปรับตัวได้เร็วกว่า วางแผนได้ดีกว่า ก็จะอยู่รอดลอยลำขึ้นฝั่ง (แห่งความสำเร็จ) ได้อย่างสบาย ๆ นอนตีพุงชิล ๆ ได้ก่อนเพื่อน ...ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านจะเป็นคนต่อไปที่ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจนะคะ ที่มา : การจัดการการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองค์การ ดร.เกรียงไกรยศ พันธุ์ไทย และคณะ
29 ก.ค. 2020
นินทา...ภายใต้เรื่องร้าย ยังมีเรื่องดีให้เรียนรู้
นินทา...ภายใต้เรื่องร้าย ยังมีเรื่องดีให้เรียนรู้
เมื่อชีวิตต้องพบเจอกับผู้คนมากหน้าหลายตา และยิ่งเข้ามาสู่สังคมในที่ทำงาน แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราทุกคนนั้นจะไม่โดนเพื่อนร่วมงานนำเอาไปนินทา ดังคำกลอนข้างต้นที่เรามักเอามาเตือนใจตัวเองกันบ่อย ๆ แต่จะทำอย่างไรให้เราสามารถอยู่กับสิ่งที่เราต้องเจอในทุกวันได้ล่ะ วันนี้ผู้เขียนได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นหลักการธรรมชาติของพฤติกรรมการนินทามาให้ผู้อ่านได้ทราบกัน เพื่อที่เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เราจะได้ไม่ต้องเก็บมาคิดมากในพฤติกรรม “การนินทา” ให้เป็นทุกข์กันอีกต่อไป หากพูดถึง “การนินทา” แล้วละก็ ภาพจำของคนเกือบทุกคนก็คือสิ่งที่ไม่ดี เป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจใครเจอเป็นต้องอี๋!!! แต่ใครจะรู้ละว่า การนินทา ก็มีข้อดีกับเค้าอยู่เหมือนกัน ในงานวิจัยชื่อ The Virtues of Gossip หรือว่า ‘คุณธรรมของการนินทา’ ของแมทธิว ไฟน์เบิร์ก (Matthew Feinberg) และคณะที่ตีพิมพ์ในวารสารชื่อ Review of General Psychology เขาบอกว่าการนินทาเป็นเรื่องสำคัญของสังคมมนุษย์มาตั้งแต่โบราณเลยทีเดียว ถ้าคุณสังเกตดูให้ดี ว่าการนินทาไม่ใช่จะเกิดขึ้นง่าย ๆ แต่ ‘เรื่อง’ ที่จะเอามานินทากันนั้น จะต้องเป็นเรื่องที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่าง อาทิเช่น เป็นเรื่องที่ ‘สำคัญ’ (Significant) ต่อแวดวงสังคมนั้น ๆ โดยการนินทาจะต้องมี ‘มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์’ ซ่อนอยู่ข้างใต้เสมอ งานวิจัยนี้บอกว่า เอาเข้าจริงแล้ว การทำให้ผู้ถูกนินทาเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น มักจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของการนินทา และจำนวนมากก็ถึงขั้นไม่เกี่ยวข้องกับ ‘ตัวคน’ ด้วยซ้ำ และ การนินทา นี่แหละเป็นเครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ที่ใช้ควบคุมไม่ให้มีใครทำตัวออกนอกลู่นอกทางในสังคมไป จะเห็นได้ว่า การนินทามักเกิดขึ้นเมื่อมีใครบางคนทำอะไรบางอย่างแตกต่างไปจาก “บรรทัดฐานของสังคม” นั้น ๆ ไป โดยในบางครั้งการทำอะไรแตกต่างไปจากบรรทัดฐานของสังคมก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสื่อมเสียอย่างเดียว ใครทำอะไรเป็นที่โดดเด่นดีงามก็มักจะเป็นที่พูดถึงด้วย การนินทาในแง่นี้จึงมีหน้าที่ของมันในฐานะการส่งต่อข้อมูลข่าวสารในกลุ่ม คล้าย ๆกับสัตว์ที่อยู่ในฝูงแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องแหล่งอาหารผ่านฟีโรโมนหรือวิธีการอื่น ๆ ซึ่งสำหรับมนุษย์นั้น ภาษา ได้ถูกคิดค้นและนำมาใช้ในการส่งต่อข้อมูลแทนพฤติกรรมของสัตว์ดังที่กล่าวมา “การนินทา” นอกจากจะทำให้เราได้เรียนรู้ถึงบรรทัดฐานต่าง ๆ ของสังคมเท่านั้น แต่ศาสตราจารย์โรบิน ดันบาร์ (Robin Dunbar) นักมานุษยวิทยายังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ยังเป็นการเรียนรู้ถึงบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมของสังคมนั้น รวมไปถึงการสร้างสัมพันธ์กับคนอื่น ได้สร้างการทำงานร่วมกัน และยังทำให้คนแต่ละคนได้ประเมินความสำเร็จของตัวเอง และมองเห็นถึงจุดยืนร่วมของสังคมที่คน ๆ นั้นสังกัดอยู่อีกด้วย!!! อย่างไรก็ตาม แม้การจับกลุ่มนินทา จะเป็นเครื่องมือสื่อสารหนึ่งของมนุษย์ แต่ก็เป็นพฤติกรรมที่ทำให้เราเป็นทุกข์กับมันได้เช่นกัน หากเราไม่ชอบพฤติกรรมการนินทานี้เอาซะเลย ก็ลองให้เรานำหลักการที่ว่ามาคิดวิเคราะห์แล้วจะพบว่า การนินทา นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางสังคมก็แล้วกัน มันเป็นเช่นนั้นเอง.... ที่มา : 101world
22 ก.ค. 2020
Strategy DIProm ประชุมแผนปฏิบัติราชการระดับหน่วยงานขับเคลื่อน SME สู่ 4.0
Strategy DIProm ประชุมแผนปฏิบัติราชการระดับหน่วยงานขับเคลื่อน SME สู่ 4.0
วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563 นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ตรวจเยี่ยมการประชุมการจัดทำแผนการขับเคลื่อน SME สู่ 4.0 (แผนปฏิบัติราชการระดับหน่วยงาน) และได้มอบนโยบายการส่งเสริม SME เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินงาน ณ ห้องประชุมโซนบี ชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการนี้ นางสุชาดา โพธิ์เจริญ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน นำทีมชาว Strategy DIProm แต่งกายผ้าไทยสวมใส่เสื้อสีเหลืองอย่างพร้อมเพรัียง ซึ่งการจัดประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงรายละเอียดการจัดทำแผนงาน รวมทั้งทบทวนและระดมความคิดเห็นในบทบาทภารกิจของกองยุทธศาสตร์ฯ พร้อมมีการนำเสนอข้อมูลระบบ IT และการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานด้าน IT ให้มีความสมบูรณ์ขึ้น
17 ก.ค. 2020
การประชุมติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินโครงการส่งเสริม SME ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
การประชุมติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินโครงการส่งเสริม SME ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2563 นางสุชาดา โพธิ์เจริญ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการภายใต้แผนงานบูรณาการส่งเสริม SME ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินโครงการส่งเสริม SME ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 และร่วมแลกเปลี่ยนปัญหา อุปสรรคจากการดำเนินโครงการและการปรับแผนการดำเนินงานในการรองรับสถานการณ์ COVID-19 กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และหน่วยงานต่างๆ ภายใต้แผนงานบูรณาการ SME ณ ห้องประชุม Mayfair Ballroom C ชั้น 11 โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพฯ
16 ก.ค. 2020
สุดยอดเทคนิคทำธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นให้ “รับทรัพย์”
สุดยอดเทคนิคทำธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นให้ “รับทรัพย์”
“ในการเริ่มต้นธุรกิจว่ายากแล้ว แต่ถึงเวลาจะขายออกตลาดเนี่ยสิยากกว่า” หลายคน ๆ ที่ผ่านการทำธุรกิจมาอย่างช่ำชองคงต้องเคยเจอศึกด่านนี้มาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยทีเดียวที่จะจับคู่ค้าขายกับชาวต่างแดนให้อยู่หมัด วันนี้ทางผู้เขียนได้มีโอกาสมาบอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์อันน้อยนิดที่เคยนำผู้ประกอบการบินลัดฟ้าข้ามพรมแดนไปเจรจาธุรกิจกล่าวทักทาย “คอนนิจิวะ” กับผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด แถมยังได้ใจได้คู่ค้าทางธุรกิจเปิดรับออเดอร์รับทรัพย์เป๋าตุงกันเป็นแถว ถ้าพร้อมแล้วขอเชิญผู้ประกอบการก้าวสู่ความสำเร็จด้วยเทคนิคในบรรทัดถัดไปกันเลยจ้า ศึกด่านนี้ถือว่าเป็นเคล็ดลับที่ทางองค์การสนับสนุน SMEs แห่งประเทศญี่ปุ่น (Organization for SME and Regional Innovation of Japan - SMRJ) ได้กระซิบบอกผู้เขียนมาเลยนะเนี่ย ว่าถ้าผู้ประกอบการไทยมีคุณสมบัติครบถ้วนตามนี้แล้ว อย่างไรก็ชนะใจเค้าแน่นอน กล่าวมาถึงนาทีนี้แล้วก็อย่ารอช้า เรามาเรียนรู้สุดยอดเทคนิคที่จะพิชิตด่านนี้ไปให้ถึงเส้นชัยกันเลยดีกว่า อะ-อ่ะ-แน่ ก่อนทำศึก ต้องรู้เค้ารู้เรากันก่อนนะคะ ถึงจะรบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้งแน่นอน เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เติบโตก้าวหน้าอย่างที่เห็นในตอนนี้นั้น อาจกล่าวได้ว่า SMEs คือ พื้นฐานเศรษฐกิจของชาวญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมี SMEs จำนวนมากถึง 3.5 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 99.7 ของวิสาหกิจทั้งหมด นับว่าเป็นวิสาหกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ญี่ปุ่นเชียวล่ะ SMEs ญี่ปุ่นนั้นนอกจากเน้นที่ทำธุรกิจในประเทศแล้ว ยังจะเน้นจับคู่ธุรกิจกับกับตลาดต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งไทยก็เป็น 1 ในความสนใจที่ญี่ปุ่นต้องการผูกมิตรค้าขายด้วย ตามที่ท่านได้เห็นหน่วยงานส่งเสริม SMEs ของญี่ปุ่นเข้ามาจับจองตั้งถิ่นฐานเปิดออฟฟิศประจำอยู่ในไทยกันอย่างมากมาย อาทิ องค์การสนับสนุน SMEs แห่งประเทญี่ปุ่น (Organization for SME and Regional Innovation of Japan - SMRJ) องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (The Japan External Trade Organization : JETRO) และหน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นจังหวัดต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นแม่สื่อหาคู่แท้ให้ผู้ประกอบการทั้ง 2 เชื้อชาติได้สานสัมพันธ์การค้ากันมาแล้วหลายราย ผู้เขียนกล่าวมาถึงจุดนี้แล้ว ทุกท่านก็คงใจร้อนอยากทราบเทคนิคขั้นเทพกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ งั้นเรามาเรียนรู้เทคนิค 5 ข้อง่าย ๆ ที่ทุกท่านทำได้ไม่ยากกันเลยค่ะ เริ่มจาก ข้อแรก ท่านต้องตั้งวัตถุประสงค์และความคาดหวังของตัวเองในการทำธุรกิจกับคู่ค้าให้ชัดเจน และเริ่มทำการศึกษาพิจารณาประเภทธุรกิจที่ท่านคาดหวังจะทำธุรกิจด้วยไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้สินค้าตัวจริงเสียงจริง ตัวแทนหรือผู้จัดจำหน่าย พันธมิตรกิจการร่วมค้า ความร่วมมือทางเทคนิค ซึ่งการเจรจาธุรกิจกับกลุ่มประเภทธุรกิจที่ต่างกันท่านต้องมีการเตรียมข้อมูลในการพูดคุยให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการทำธุรกิจนั้น ๆ เช่น หากท่านต้องการเจรจาค้าขายกับผู้ใช้สินค้าตัวจริงเสียงจริงต้องเตรียมข้อมูลระบบบริการหลังการขาย สร้างความพึงพอใจและช่วยท่านการันตีเรื่องคุณภาพของสินค้าและบริการ เป็นต้น นอกจากนี้ควรมีการศึกษาข้อมูลถานกาณ์ของตลาดญี่ปุ่นในเบื้องต้นก่อนไปเจรจาธุรกิจทุกครั้ง ข้อสอง ดึงดูดความสนใจด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างหรือจุดแข็งของธุรกิจ นำเสนอสินค้าหรือธุรกิจของท่านด้วยมุมมองหลัก Q.C.D. (Quality / Cost / Delivery) เช่น รายละเอียดข้อดีของสินค้า การันตีเทคนิคการจัดการการผลิตพร้อมส่งมอบสินค้า การรับรองคุณภาพด้วยใบรับรองระดับ ISO เป็นต้น ซึ่งทั้ง 3 อย่างมีความเชื่อมโยงกันที่คุณภาพสินค้าสำคัญ แต่ราคานั้นต้องสมเหตุสมผล พร้อมต้องคำนึงถึง การส่งมอบที่ทันทีและตรงเวลา อีกทั้งนำเสนอเงื่อนไขพิเศษที่แตกต่างทำให้ธุรกิจท่านโดดเด่นจากคู่แข่ง เอาใจลูกค้าแบบรัว ๆ จนอีกฝ่ายอยากทำธุรกิจด้วย ข้อสาม เตรียมรายการส่งเสริมการขายของท่านให้พร้อมลุย ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมนามบัตรให้พียงพอ แคตตาล็อกรายละเอียดสินค้าที่แอบแนบนามบัตรของท่านไว้ด้วย รูปภาพหรือวิดีโอแสดงการดำเนินธุรกิจของท่าน รวมทั้งตัวอย่างสินค้าที่ทำให้เชิญชวนลูกค้าเป้าหมายได้ทดลองใช้สินค้าหรือได้เห็นได้สัมผัสสินค้าจริง โดยคาดหวังว่าจะขายสินค้าได้ในอนาคต ข้อสี่ ในการเจรจาธุรกิจทุกครั้งสิ่งที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบมากที่สุดคือ ล่าม นั้นเองค่ะ หลาย ๆ ท่านอาจเตรียมตัวเกี่ยวกับรายละเอียดสินค้ามาพร้อม แต่อาจจะตกม้าตายกับคุณล่ามที่มาช่วยสื่อสารให้เราได้ไม่ตรงใจเอาซะเลย การเตรียมตัวให้ล่ามช่วยเจรจากับคู่ค้าได้สำเร็จนั้นท่านต้องอธิบายรายละเอียดสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ให้ล่ามเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อให้ล่ามสามารถอธิบายแปลความได้เหมือนเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ตัวนั้นเองก็จะยิ่งเก๋ไก๋สไลเดอร์มากจ้า รวมทั้งการวางตัวและการปฏิบัติต่อล่ามต้องทำเสมือนเค้าเป็นพนักงานคนหนึ่งของท่าน เรียกว่าใช้ “ใจแลกใจ” กันเลยค่ะ นอกจากนี้ อย่างที่ท่านทราบกันดีว่าญี่ปุ่นจะค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องเวลาเป็นอย่างมาก ท่านต้องมีสูตรลับการใช้เวลาในการเจรจาธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นด้วย สูตร 8:8:14 นั้นคือ 8 นาทีแรกให้ท่านอธิบายสรรพคุณงามความดีของสินค้าท่านให้มากที่สุด 8 นาทีต่อมา เปิดโอกาสให้ฝ่ายญี่ปุ่นได้แสดงความสนใจ พูดเสนอความต้องการต่อบ้าง และ 14 นาทีสุดท้าย เป็นนาทีทองที่ท่านต้องเจรจาให้ได้ใจพร้อมทำการซื้อขาย และทำการสรุปงานปิดการขายอย่างสวยงาม ข้อสุดท้าย ท้ายสุดที่เป็นเทคนิคห้ามทำพลาดเด็ดขาด ให้ท่านคำนึงเสมอว่า ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความไว้วางใจก่อนการทำธุรกิจเสมอ นับว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจเลยก็ว่าได้ เนื่องจากในปัจจุบันนั้น มีสินค้าและทางเลือกใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในการเจรจาธุรกิจใหม่เป็นครั้งแรก การสร้างความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมาก ท่านควรสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจสำหรับลูกค้าให้ได้มากที่สุด วันนี้เน้นทฤษฎีเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอเป็นกษัยนะคะ หากท่านใดมีโอกาสได้เจรจาธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นลองนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้กันค่ะ หรือจะมาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือที่ปรึกษาด้าอุตสาหกรรมก็สามารถทำได้นะคะ และหากการเจรจาครั้งแรกไม่สำเร็จเหมือนที่หวังไว้อย่าเพิ่งย่อท้อกันนะคะ แทนที่ท่านจะคาดคั้นคู่ค้าพยายามยัดเยียดข้อเสนอจนเกินงาม ให้ท่านลองถอยออกมากลับไปวางแผนข้อเสนอใหม่ โดยอาศัยประสบการณ์จากครั้งแรกเพื่อจะกลับมาเจรจากันอีกครั้ง ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเจรจาธุรกิจกับญี่ปุ่นค่ะ ที่มา : - ประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานเจรจาธุรกิจ CEO Business Meeting Event for Automotive Industry 2019 ณ ประเทศญี่ปุ่น - https://www.smrj.go.jp/english/about/ - https://www.jetro.go.jp/thailand/e_activity/sbpromot.html
14 ก.ค. 2020